งานวิจัยลับของโซเวียต



งานวิจัยลับของโซเวียต

ในปี พ.ศ. 2505 หลังจากที่โซเวียตได้ทราบข่าวว่า สหรัฐฯ กำลังทำการวิจัย ในเรื่องนี้ไล่กวดอยู่ พี่ท่านก็รีบตีกรรเชียงหนีห่างด้วยการมอบอำนาจให้วาซิลิเอฟ ควบคุมห้องปฏิบัติการลับในเลนินิกราดและพอถึงช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 60 รัฐบาทเครมลิน ก็ประกาศตั้งห้องปฏิบัติการสำหรับศึกษาวิจัยและประยุกต์ใช้พลังจิตเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ครับ รายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยลับของโซเวียตนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากคำบอกเล่าของนาย อับราฮิม ซิฟริน ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงยุทธาการของโซเวียต แต่ในปัจจุบันนี้ ขอลี้ภัยอยู่ในอิสราเอล เขาได้ทำงานกับรัฐบาลโซเวียตอยู่จนกระทั่งปี พ.ศ.2496 ก่อนที่จะถูก พิพากษาให้ส่งตัวไปยังค่ายกักกันในข้อหาทำจารกรรม และที่เคยกักกันนี้เงอเขาได้รู้จักกับนัก ปรจิตวิทยา ของโซเวียตและ กูรู (guru รูปบน) หรือผู้นำทางศาสนาจากธิเบต เขาเล่าว่า พวก เขาทั้งสามคน ได้รวมหัวกันวิจัยเรื่องโยคะ ซึ่งก็ทำให้ได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของสถาบันวิจัยลับ หลังจากที่ชิฟรินถูกปล่อยตัวในปี พ.ศ.2506 เขาก็ถูกชวนให้เข้าทำงานใน ห้องปฏิบัติการลับ แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนถนน โบล "ชายา คอมมิวนิสติชิสกายา ในใจกลางกรุง มอสโคว์ ณ ที่แห่งนี้เองทำให้ ได้รู้จักกับ ดมิตริเมอร์ซา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการบริหารและ โซโลมอน เกลเลอร์สไตน์ ซึ่งเป็นอำนวยการด้าน วิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการ บุรุษทั้งสองท่านนี้ได้บอกเขาว่าห้องปฏิบัติการแห่งนี้ตั้งขึ้นในช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 50 หลังจากที่ ครุชเชฟไปทัวร์อินเดีย งานวิจัยที่นี่เป็นงานลับสุดยอด เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในนี้ก็มีทั้ง นักวิทยาศาสตร์ นักพลัง จิตหรือแม้แต่หมอวิเศษที่ไปควานหาตัวมาจากทั่วประเทศ ชิ ฟรินกล่าวว่า "พวกเขาบอกว่าถ้าผมมาร่วมงาน กับพวกเขา ผมจะได้รับเงินเดือนและแฟลตดี ๆ อยู่" ปัทโธ่! ในดินแดนคอมมิวนิสต์รัฐบาลเสนอขอดีให้อย่างนี้ไม่รับก็โง่ละ ดังนั้นชิฟรินก็เลยรับ ข้อเสนอยอมทำ งานในห้องปฏิบัติการแห่งนั้นซึ่งก็ให้เขาได้ทำงานใกล้ชิดกับนักวิทยาศาสตร์ ของโซเวียต ชิฟรินเล่าต่อไปว่า อยู่ครั้งหนึ่งที่เกลเลอร์สไตน์ป่วยต้องไปนอนโรงพยาบาล และ วันหนึ่งขณะที่เขาข้าไปเยี่ยมก็ได้พบว่ามีนัก บินอวกาศโซเวียตสามคนมาเยี่ยม "ผมก็เลยถามเก ลเลอร์สไตน์ว่า ทำไมเขาถึงให้ความสำคัญถึงขนาดที่นัก อวกาศต้องมาเยี่ยม " ชิฟรินเล่าถึง ความหลัง" และเขาก็ตอบผมว่า เขาเป็นผู้ฝึกโทรจิตให้กับนักบินอวกาศ เหล่านั้น" ครับ จากการตรวจสอบในเวลามาพบว่า เรื่องที่ชิฟรินเล่านี้เป็นความจริง ซึ่งตรงกับข่าวที่ได้จาก แหล่งข่าว หนึ่งที่บอกว่า นายเกลเลอร์สไตน์ได้ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการฝึกสอนนักบินอวกาศ ในการทำนายหรือ พยากรณ์เหตุการณ์ล่างหน้า (precognition) และจากบทความที่ตีพิมพ์ใน วารสาร "โซเวียตมาริไทม์ นิวส์" (Soviet Maritime News) ได้ยืนยันว่า "การฝึกทางพลังจิตดัง กล่าวนี้ได้รับการบรรจุเข้าใว้ในหลัก สูตรการฝึกนักบินอวกาศของโซเวียตแล้ว" จากการสืบทราบขององค์การข่าวกรองทางทหารของสหรัฐฯ พบว่า ห้องปฏิบัติการลับทางพลัง จิตของ เกลเลอร์สไตน์นี้ ไม่ใช่เป็นห้องปฏิบัติการเพียงแห่งเดียวที่อยู่ในโซเวียต แต่ยังมีงาน วิจัยลับทางพลังจิตที่ อยู่ตามสถาบันอื่นด้วย อาทิเช่น สถาบันปฏิบัติการทางประสาทขั้นสูง (Pavlov Institute of Higher Activity) ในมอสโคว์. สถาบัน ดูรอฟ (Durov Institute) และ ทดลองในไซบีเรีย และมาเมื่อปี พ.ศ. 2518 นี้รายงานข่าวกรองที่จั่วหัวว่าการวิจัยปรจิตวิทยา ของโซเวียตและเชคโกสโลวาเกีย" ก็ได้เปิดเผย ให้ทราบว่า ยังมีห้องปฏิบัติการวิจัยด้านพลังจิตอยู่

โซเวียตวิจัยการนั่งทางในและไข้สัมผัสแทนตา

โคคลอฟได้เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอาวุธพลังจิตของโซเวียตว่า พวกเขามีจุดมุ่ง หมายที่จะ "ควบคุมจิตใจ" ของมนุษย์ให้ได้ ซึ่งคำกล่าวนี้ได้รับการยืนยันจาก ลาริสซา วิเลน สกายา ซึ่งเป็นแหล่งข่าว การค้นคว้าพลังจิตของโซเวียตว่าเป็นความจริง เรื่องราวเขย่าขวัญของวิเลนสกายาเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2511 เมื่อหล่อนได้รับมอบหมายให้ทำงาน ล่วงเวลาที่ ห้องปฏิบัติการ ไบโออินฟอร์เมชั่น (bioniformation) ของสมาคมวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีวิทยุ อิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสาร เอ.เอส.โปปอฟ (A.S.Popov Scientific and Technological Society of Radioelectronics and Communication) ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในกรุง มอสโคว์ห้องปฏิบัติการแห่งนี้มี ดร.อิปโพ ลิต บี.โคแกน เป็นผู้อำนวยการ มีคนทำงานทั้งใน เวลาปกติ 5 คน และมีเจ้าหน้าที่ทำงานล่วงเวลาและอาสา สมัครช่วยงานอีกเป็นจำนวนถึง 300 คน เลนสกายาเปิดเผยว่า หัวข้อของการวิจัยของห้องปฏิบัติการแห่งนี้มีทั้งการศึกษาใช้พลังจิต ใน การรักษาโรค,การทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า การนั่งทางในมองตรวจการณ์ระยะไกล (remote viewing) และรวมทั้งการศึกษาการใช้ผิวหนังในการแยกสีและภาพโดยใช้เพียงการ สัมผัส แต่ทางการโซเวียตก็อ้อม แอ้มบอกว่าเป้าหมายของการวิจัยต้องการเพียงแค่หาหลัก การทางฟิสิกส์ง่าย ๆ มาอธิบายปรากฏการณ์ทาง จิตเท่านั้น..แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข่าวลือแพร่ สะพัดออกมาว่า นักวิจัยของห้องปฏิบัติการแห่งนี้ได้รับคำสั่งให้ ทำการทดลองควบคุมจิตใจ มนุษย์ด้วย ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจแก่นักวิจัยอย่างมาก และในที่สุดในปี พ.ศ. 2518 ห้องปฏิบัติ การแห่งนี้ก็ถูกปิด จนกระทั่งในอีกสามปีต่อมา ทางการโซเวียตได้มีคำสั่งให้เปิดหน่วยงาน ที่เรียกว่า "ชีวอิเล็กทรอนิกส์" (Bioelectronice) แทนห้องปฏิบัติการดังกล่าว และคราวนี้ปรากฏ ว่าในคณะกรรมการอำนวยการทั้งหมด 25 คนมีทหารรวมอยู่ด้วย 3 คน
"ในขณะที่ห้องปฏิบัติการไบโออินฟอร์เมชันเปิดให้ใช้ได้อย่างอิสระ" วิเลนสกายากล่าว "ห้องปฏิบัติการชีวอิเล็กทอรนิกส์อันใหม่นี่กลับค่อนข้างจะเข้ไปได้ยาก เพราะมีการควบ คุมอย่าง เข้มงวด คุณจะต้องมีบัตรผ่านพิเศษจึงจะเข้าไปในนั้นได้" หล่อนอธิบายต่อไปอีกว่า หลังจากที่ห้องปฏิบัติ การแห่งนี้เปิดแล้ว คณะทำงานซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารก็ได้เริ่ม การคัดเลือกคนเป็นจำนวนนับร้อย ๆ คน เพื่อใช้ในการทดลองพลังจิต ซึ่งการวางแผนทดลอง อันใหม่นี้จะเน้นหนักไปที่การควบคุมจิตใจ วิเลนสกายาได้หนีออกมาจากสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2522 หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่ใน อิสราเอลสองปี ก่อนที่จะอพยพไปอยู่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2524 ปัจจุบันนี้เธอประกอบอาชีพเป็นครูสอน วิชาเดินลุยไฟในซานฟรานซิสโก และก็เป็น บรรณาธิการวารสาร "ไซ รีเสิร์ช" (Psi Research) ซึ่งบทความ ส่วนใหญ่ที่ตีพิมพ์ลงใยวารสารเล่มนี้ก็เป็นบทความที่เธอแปลจากเอกสารการวิจัยพลังจิตที่เธอ ขโมยออกมา จากโซเวียต หล่อนคาดว่าในขณะนี้ โซเวียตคงมีองค์การพลังจิตอยู่อย่างน้อยที่ สุด 12 องค์การ และมีคน ทำงานเต็มเวลา ไม่น้อยกว่า 100 คน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ยานลึกลับใกล้ดวงอาทิตย์ 2

อาวุธพลังจิตในรัสเซีย

การตอบกลับของมนุษย์ต่างดาว